By - - ปิดความเห็น บน รู้ทันต้อกระจก สถิติทำให้ตาพิการมากสุด แต่ป้องกันได้

ต้อกระจก หมายถึงเลนส์ในดวงตาขุ่นมัว ทำให้มองไม่ค่อยเห็น และค่อยมากขึ้นจนมองไม่เห็นเลย ยังเป็นปัญหาทางสายตาที่มีผลต่อประชาคมโลกมานาน WHO ประเมินไว้ว่าจากประชากรโลกราว 6,000 ล้านคน มีคนตาบอดราว 35-40% ซึ่งมีสาเหตุมา จากต้อกระจกและโรคแทรกซ้อนถึง 45%

ต้อกระจก เกิดจากการขุ่นมัวของเลนส์ของดวงตา จากหลายสาเหตุด้วยกัน ที่พบบ่อยมากสุดคือ ผู้สูงอายุ จากความเสื่อมอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย รวมไปถึงเลนส์ดวงตาด้วย นอกจากนี้ยังพบจากอุบัติเหตุที่กระทบต่อดวงตาที่นับวันจะเพิ่มขึ้น โรคติดเชื้อในครรภ์มารดา การอักเสบของดวงตาจากทั้งโรคติดเชื้อและ  ไม่ติดเชื้อ และหากมีเบาหวานร่วมด้วยจะทำให้โอกาสเลนส์ขุ่นเพิ่มมากขึ้น

อาการทั่วไป ผู้อายุเกิน 60 ปี มักพบเป็นต้อกระจกแทบทุกคน มากบ้างน้อยบ้าง และมักเป็น 2 ข้าง แต่จะสุก   ไม่พร้อมกัน อาการที่บ่งบอกในระยะเริ่มแรกคือ จะมองเห็นเป็นจุดดำ ๆ ก่อน ต่อมาจะมัว มองเห็นไม่ชัด ตาพร่ามัวเหมือนกระจกฝ้า และค่อยเสื่อมลงเรื่อย ๆ คือมัวมากขึ้น โดยปกติเลนส์หรือแก้วตาจะใส ทำหน้าที่รวมแสงให้ตกบนจอประสาทตาพอดี แต่พอเลนส์ขุ่นมัว แสงผ่านเข้ามาไม่พอ จึงทำให้มองเห็นภาพมัวไปด้วย

การมองเห็นภาพมัว เกิดจากหลายสาเหตุด้วยกัน มิใช่จากเลนส์ขุ่นมัวจากต้อกระจกอย่างเดียว อันดับแรกคือ เรื่องของสายตา คนไข้อาจมีสายตาสั้น สายตายาว หรือเอียง ซึ่งอาจเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ ประสาทหรืออายุ สามารถแก้ไขได้ด้วยการสวม   ใส่แว่นตา ไม่ต้องผ่าตัด ต่อไปคือ เรื่องทางเดินของแสงเข้าตา ถ้าทางที่แสงผ่านมัว เช่น กระจกตา เลนส์ ขุ่นมัว แสงเข้า    ได้น้อยเลยทำให้มองไม่ชัด อีกอย่างหนึ่งคือ เรื่องประสาทตาและจอประสาทตา ถ้าเสื่อมลงการมองเห็นจะเสื่อมตาม สุดท้ายคือ การแกล้งทำมัวเอง โดยความจริงไม่มัวเพื่อหวังผลทางคดี

โดยสรุป ต้อกระจก เป็นโรคที่เป็นสาเหตุของตาบอดที่พบมากที่สุด แต่ป้องกันรักษาได้ และง่ายมากในปัจจุบันที่เทคโนโลยียุคใหม่นี้ได้พัฒนามาก

ที่มาคุยเรื่องต้อกระจกในวันนี้เนื่องจากผมได้รับการ  ผ่าตัดต้อกระจกมาเมื่ออาทิตย์ที่แล้วที่ รพ.ราชวิถี โดย นพ. พิชิต นริพทะพันธุ์ หัวหน้าแผนก นพ.พงศ์ศักดิ์ ปัจฉิมกุล เห็นอะไรมาเลยขอถ่ายทอดให้ฟัง ก่อนวันผ่าตัด คุณชไมพร สิงหกลางพล คุณรัชนีย์ สุกไสว และทีมงานจักษุชาย ได้ฝึกให้รู้จักเช็ดทำความสะอาดตา ด้วยสำลี 3 ก้อนที่จุ่มน้ำยาฆ่าเชื้อหมาด ๆ และฝึก ปิดฝาครอบตาตอนนอน เพื่อกันเผลอเอามือไปขยี้ตา สิ่งสำคัญ  ที่ต้องระวังหลังผ่าตัดคือ ป้องกันการติดเชื้อโดยไม่ไปขยี้ตา ไม่ให้น้ำเข้าตา หากติดเชื้อจะต้องเสียเวลารักษาต่อกันอีก หลังผ่าตัดรุ่งขึ้นก็เปิดตา ใส่แว่นดำกันแสงเข้าตามากราว 1 อาทิตย์ ต่อจากนั้นก็ทำงานเป็นปกติ

การผ่าตัด สมัยก่อนต้อกระจกที่เป็นมากจนเลนส์แข็ง ต้องผ่าตัดแบบเปิดเข้าไป เอาเลนส์เก่าออก เอาเลนส์เทียมใส่แทน (E.C.E.) แล้วเย็บปิด ใช้เวลานานหน่อย เป็นการผ่าตัดแบบมาตรฐานเดิม ทราบว่าวิธีนี้ รพ.ราชวิถี มีคุณหมอรุ่นอาวุโสอยู่ 3 ท่านที่ฝีมือเยี่ยมมาก พญ.ไพจิต พงษ์นุ่มกุล, นพ.ธีรพงษ์ ทั้งสุบุตร และ นพ.สมาน จังตระกูลชัย ศิษย์ที่สนใจควรขอ  ฝึกจากท่านไว้ ก่อนท่านจะเกษียณไป เพราะคุณหมอรุ่นใหม่ ๆ   จะนิยมแบบเทคโนโลยีใหม่ Phacoemulcification แผลผ่าตัดเล็กจากเคย 3.5 มม. ปัจจุบันเหลือเพียง 2 มม. ไม่ต้องเย็บแผล ผ่าแล้วดูดเลนส์ออกแล้วใส่เลนส์เทียมเลย ใช้เพียงหยอดยาชา ไม่ต้องฉีดยาชาแล้ว เวลาที่ดูดเลนส์ออกเพียง 18 วินาที รวมเวลาอยู่ในห้องผ่าตัดไม่เกินครึ่งชม.

อนาคตของต้อกระจก ทุกวันนี้คนไข้เข้าใจเรื่องต้อกระจกดีขึ้นมาก จึงนิยมมารับการผ่าตัดกันมาก ทำแล้วเห็นชัดดี ดูโลกรอบตัวแจ่มใสขึ้นมาก แต่เลนส์เทียมก็มีข้อจำกัด แบบโฟกัสเดียวเลือกดูใกล้ชัดหรือไกลชัดได้เพียงอย่างเดียว ไม่เหมือนเลนส์เดิม ซึ่งปรับโฟกัสได้ อนาคตอาจมีคน  คิดเรื่องเลนส์เทียมให้ปรับตัวได้     เหมือนเลนส์จริง หรืออาจค้นคิดยาขึ้นมาใช้กินหรือหยอดตาให้เลนส์หายขุ่นไม่ต้องผ่าตัดก็ได้

ต้อกระจกและโรคแทรกซ้อนยังเป็นสาเหตุทำให้คนตาพิการไปจนถึงมองไม่เห็นมากที่สุด แต่เป็นโรคป้องกันได้ จึงควรได้รับการดูแลและคำแนะนำจากแพทย์เสียแต่ในระยะแรก ๆ จะทำให้ดวงตามองเห็นแจ่มใสไปยาวนาน

 

Related Post

รีวิวบทความนี้
    คะแนนรวม

    บทความนี้มีประโยชน์หรือไม่ โปรดให้คะแนน (ที่รูปดาวข้างล่างนี้)

    User Rating: 0 (0 Votes)