By - - ปิดความเห็น บน สูตรวิธีลดความอ้วน ลดพุง ความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก

สูตรวิธีลดความอ้วน ลดพุง ความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก

สูตรวิธีลดความอ้วน ลดพุง ความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก

1. การออกกำลังกายทำให้กินมากขึ้น

ส่วนมากเรานึกแต่ว่าเมื่อเราออกกำลังกายมาก เหมื่อยมาก ก็จะทำให้เราเกิดอาการหิวและกินอาหารได้มาก ความเข้าใจผิดเช่นนี้จึงทำให้คนอ้วนหรือผู้ที่กำลังลดความอ้วนไม่กล้าที่จะ ออกกำลังกาย การออกกำลังกายมีหลายชนิด การออกกำลังกายที่ต้องใช้ระยะเวลานานติดต่อกัน เช่น วิ่งมาราธอน ถีบจักรยานทางไกล ฯลฯ จำเป็นจะต้องรับประทานอาหารมากกว่าคนปกติทั่วไป เพราะคนพวกนี้จะไม่อ้วน เนื่องจากร่างกายต้องการใช้พลังงานมากในการออกกำลังกายและไม่เหลือเป็นไขมัน สะสมการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพโดยทั่ว ๆ ไป ร่างกายใช้พลังงานไปไม่มาก จึงไม่ทำให้กินมากขึ้นอย่างที่กลัวกัน สำหรับบางคนที่ออกกำลังกายแล้วรู้สึกหิวและกินได้มาก ถ้ารู้จักเลือกชนิดของอาหารก็จะไม่มีปัญหา จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พบว่า การจะกินมากหรือน้อยนั้นเป็นเรื่องเฉพาะตัว ถ้าจับเอาคนที่ขยันทงานมานั่งเฉย ๆ ก็ใช่จะกินน้อยลง บางคนยิ่งนั่ง ๆ นอน ๆ ไม่มีอะไรทำกลับยิ่งกินมากขึ้นด้วยซ้ำสิ่งที่พบเห็นกับผู้ที่ออกกำลังกาย เป็นประจำแล้วมาหยุดออกกำลังกายมักจะพบว่าร่างกายกลับอ้วนขึ้นโดยง่าย เพราะพฤติกรรมการกินหลังจากหยุดออกกกำลังกายยังเหมือนเดิม ดังนั้น พลังงานที่เหลือใช้จึงกลายเป็นไขมันสะสม

2. การออกกำลังกายทุกชนิดป้องกันโรคหัวใจได้

การออกกำลังกายที่จะเป็นประโยชน์ต่อหัวใจและระบบไหลเวียนนั้น จะต้องเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิคเท่านั้น ส่วนการออกกำลังกายแบบอื่นมักจะพัฒนาในส่วนของระบบโครงสร้าง ระบบกล้ามเนื้อ ระบบหายใจ ระบบประสาท ฯลฯ แต่ต้องไม่ลืมว่า ปัจจัยที่เสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคหัวใจนั้นมีอีกหลายอย่าง เช่น กรรมพันธุ์ โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง การสูบบุหรี่ โรคอ้วน หรือความเครียด ฯลฯ

3. การออกกำลังกายทำให้อายุสั้น

เมื่อไม่นานมานี้ คงจำกันได้ หนังสือพิมพ์ลงข่าวพาดหัวว่า “นักวิ่งหัวใจวายนอนตายในสวนหลุมฯ ” ทำให้ประชาชนที่อ่านพบข่าวนี้เกิดความสงสัยว่าการออกกำลังกายปลอดภัยจริง หรือยิ่งทำให้คนที่ขี้เกียจออกกำลังกายอยู่แล้ว มีข้ออ้างได้ว่าทำไมจึงไม่ออกกำลังกายเมื่อไม่นานมานี้ หมอสองคน ชื่ออาร์เทอร์ ลีออน (Arther Leon)และเฮนรี แบล็กเบิร์น (Henry Blach) ค้นพบว่า การออกกำลังกายเป็นเวลา 30 – 60 นาที สัปดาห์ละ 3 – 4 ครั้ง จะทำให้สุขภาพแข็งแรงขึ้นและชีวิตมีคุณภาพขึ้นรวมทั้งอายุยืนขึ้นด้วยจากกา ศึกษาในประเทศเอกวาดอร์ ปากีสถาน และรัสเซีย พบเหมือนกันว่าในบรรดาคนที่มีอายุยืนยาวเกิน 100 ปีนั้น ล้วนแต่มีวิถีชีวิตที่ค่อนข้างขยันออกแรงออกกำลังสม่ำเสมอและไม่กินอาหารมัน

4. การออกกำลังกายทำให้กล้ามเนื้อเป็นมัด

จาก ความคิดนี้ทำให้ผู้หญิงกลัวว่า เมื่อออกกำลังกายไปแล้วจะทำให้แขนขาใหญ่โต แลดูหน้าเกลียด ความจริงการที่ผู้หญิงออกกำลังกายจะทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงกระชับตัว ทรวดทรงแลดูสวยงาม การเคลื่อนไหวก็กระฉับกระเฉง และมีความมั่นใจในตนเองมากขึ้น แต่ถ้าผู้หญิงต้องการสร้างกล้ามเนื้อให้ใหญ่ (นักเพาะการหญิง) ก็จะต้องอาศัยการฝึกที่หนักและใช้ฮอร์โมนเพศชายเป็นตัวกระตุ้น

5. อายุมากไม่ควรออกกำลังกาย

เนื่องจากเราคิดว่าร่างกายถูกใช้งานมามากแล้ว เมื่ออายุมากขึ้นควรจะหยุดพักผ่อน ถ้าอายุมากไปออกกำลังกายก็จะทำให้ร่างกายทรุดโทรมมากยิ่งขึ้น ซึ่งเปรียบร่างกายเหมือนเครื่องจักร คือ ใช้มากก็สึกหรอมากความจริงร่างกายของคนเราแตกต่างจากเครื่องจักรอย่างมาก คือ ร่างกายของคนเราสามารถซ่อมแซมตัวเองได้ยิ่งใช้บ่อย ๆ ก็ยิ่งแข็งแรงมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าไม่ค่อยได้ใช้ เช่น เจ็บป่วยหรือเข้าเฝือกนาน ๆ จะเห็นได้ชัดว่ากล้ามเนื้อ ข้อต่อเคลื่อนไหวได้น้อยลง อาจถึงติดขัดได้หมอเฟรด คาสช์ (Fred Kasch) ได้ทำการศึกษาชายวัยกลางคนจำนวน 43 คน โดยให้ออกกำลังกายสม่ำเสมอด้วยการวิ่งหรือว่ายน้ำ และอีกกลุ่มไม่ออกกำลังกายเป็นเวลา 10 ปีพบว่า กลุ่มไม่ออกกำลังกายจะมีสมรรถนะของร่างกายเสื่อมถอยลงตามวัย แต่น่าแปลกใจที่กลุ่มออกกำลังกายนอกจากสภาพร่างกายไม่เสื่อมถอยไปตามวัยแล้ว ยังพบว่าแข็งแรงกว่าเดิม พูดได้ว่าการออกกำลังกายในคนอายุมากทำให้เป็นหนุ่มเป็นสาวขึ้น

6. ทำงานเหนื่อยแล้วไม่ควรออกกำลังกาย

จากความคิดที่ว่า เราทำงานมาทั้งวันจนเหนื่อยแล้ว ถ้าไปออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายทำงานหนักมากจนเกินไป ทำให้เหนื่อยและร่างกายทรุดโทรมเร็วมากขึ้นควรพักผ่อนดีกว่าความจริงการออกกำลังกายที่ทำอย่างเหมาะสมและเพียงพอ จะช่วยผ่อนคลายความเครียดและความเมื่อยล้าต่าง ๆ ได้อย่างดีที่สุด

7. ผู้หญิงขณะมีประจำเดือนไม่ควรออกกำลังกาย

ส่วน ใหญ่คิดว่าในขณะที่กำลังมีประจำเดือนนั้นจะออกกำลังกายไม่ได้ซึ่งเรื่องนี้ นักเรียนหรือนักกีฬาที่เป็นผู้หญิงมักใช้อ้างกันมากเพื่อจะเลี่ยงการออก กำลังกายนักสรีรวิทยาเกี่ยวกับการออกกำลังกายถือว่า เรื่องการมีประจำเดือนนั้นเป็นเรื่องธรรมชาติหาใช่สิ่งผิดปกติแต่อย่างใดไม่ สามารถออกกำลังกายได้ตามปกติ แต่อาจจะมีผลให้ประจำเดือนลดลงและมาช้า ซึ่งอาการดังกล่าวจะหายไปหลังจากที่หยุดซ้อมหนักหรือการเพิ่มน้ำหนักของนัก กีฬา ซึ่งจะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับความแตกต่างระหว่างบุคคลกิจกรรมที่ควรระมัดระวัง คือ การว่ายน้ำ เพราะอาจจะติดเชื้อจากสระน้ำได้โดยง่าย

8. ผู้หญิงตั้งครรภ์ไม่ควรออกกำลังกาย

การออกกำลังกายในหญิงมีครรภ์อย่างพอเหมาะพอดี จะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของแม่ และเด็กในครรภ์ ช่วยให้เด็กคลอดง่าย ปลอดภัยและมีความแข็งแรงกิจกรรมการออกกำลังกายจะต้องระมัดระวังและอยู่ในความดูแลของแพทย์

9. การรับประทานเนื้อจะช่วยเพิ่มพละกำลัง

คนส่วนใหญ่มีความเข้าใจว่าผู้ที่ออกกำลังกายจะต้องได้รับอาหารพิเศษกว่าคนปกติ โดยนึกถึงการเสริมอาหารโปรตีน เพราะมีความเชื่อว่า “กินเนื้อเพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรงโปรตีนมีหน้าที่ในการซ่อมแซมส่วนที่ สึกหรอ สร้างเอนไซม์ ฮอร์โมนและภูมิคุ้มกันของร่างกาย รักษาความเป็นกรดด่าง ดังนั้นความต้องการโปรตีนจากอาหารจึงไม่เพิ่มขึ้นมากกว่าปกติเพราะโปรตีนไม่ ใช่แหล่งพลังงาน และการได้รับโปรตีนสูงกว่าปกติจะทำให้เป็นอันตรายเนื่องจากโปรตีนไม่สามารถ เก็บสะสมในร่างกายได้จะถูกขับถ่ายออกมาในรูปของยูเรีย
ทำให้ไตทำงานหนักมากขึ้น

10. วิตามินและเกลือแร่

มีหลักฐานยืนยันว่าการมีภาวะโภชนาการที่ดีไม่จำเป็นต้องมีการเสริมวิตามินและ เกลือแร่แต่จะมีผลก็ต่อเมื่อร่างกายขาดสารอาหารเหล่านี้ แต่ถ้าเสริมมากจนเกินไปอาจทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ เช่น การได้รัยวิตามินซีสูงทำให้เกิดการแพ้โดยมีผื่นขึ้นตามตัว การได้รับเกลือมากไปจะเกิดผิดปกติในระบบการย่อยอาหาร และดุลเกลือแร่ เป็นต้น

11. นักกีฬาที่ต้องทำการแข่งขันนาน ๆ ต้องดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่ น้ำ กลูโคสในระหว่างแข่งขัน

ระหว่าง การแข่งขันที่ต้องใช้ระยะเวลานาน เครื่องดื่มที่มีประโยชน์มากที่สุด คือ น้ำเปล่าเพราะสิ่งที่ร่างกายขาดมากในขณะนั้นคือ น้ำ ส่วนเกลือแร่นั้นจะมีการสูญเสียไปกับเหงื่อน้อยมากเนื่องจากไตจะทำหน้าที่ กักเก็บเกลือแร่ไว้ไม่ให้สูญเสียไปทางปัสสาวะ จึงไม่จำเป็นที่จะต้องทดแทนเกลือแร่ในขณะออกกำลังกาย เพราะเราสามารถชดเชยได้จากการรับประทานอาหารภายหลังการออกกำลังกายได้ ส่วนเครื่องดื่มกลูโคสนั้น อาจมีประโยชน์อยู่บ้าง เพราะร่างกายสามารถนำไปใช้เป็นพลังงานได้ ทำให้สำรองไกลโคเจนไว้ใช้ได้นานขึ้น สารละลายกลูโคสที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปได้นั้นต้องมีความเข้มข้นระหว่าง 2 – 3 กรัม / 1000 มิลลิลิตร ถ้าเข้มข้นมากกว่านี้ จะดูดผ่านลำไส้ได้ไม่ดีเกิดการตกค้างในลำไส้พร้อมกับอมน้ำไว้ ยิ่งทำให้ดูด ซึมน้ำได้น้อยลง การเตรียมสารละลายกลูโคสที่มีความเข้มข้นที่เหมาะสม อาจทำได้เองโดยผสมผง กลูโคสประมาณ 1 – 2 ช้อนโต๊ะลงในน้ำเปล่า 1000 มิลลิลิตร หรือถ้าจะต้องใช้น้ำผลไม้ก็จะต้องเจือจางลงประมาณ 5 เท่าและถ้าใช้น้ำอัดลมควรใช้น้ำอัดลมที่ไม่ออกรสซ่า เจือจางลงประมาณ 3 เท่า เพื่อลดความเข้มข้นของน้ำตาลให้เหลือประมาณ 2 – 3 %

12. ควรสร้างความอดทนโดยการฝึกให้ร่างกายขาดน้ำ

ในการฝึกความอดทน ผู้ฝึกสอนมักจะฝึกให้ร่างกายของนักกีฬาขาดน้ำ (โดยไม่ให้ดื่มน้ำในขณะฝึกซ้อม) เนื่องจากเชื่อว่าจะช่วยทำให้นักกีฬามีความทนทานในการเล่นกีฬานานขึ้นเมื่อ พิจารณาการเปลี่ยนแปลงร่างกายเมื่อมีการออกกำลังกาย สารอาหารที่จำเป็นที่สุดก็คือ น้ำ เพราะน้ำช่วยในการขนส่งอาหารไปยังเนื้อเยื่อต่าง ๆ ช่วยในการควบคุมอุณหภูมิร่างกายซึ่งขาดน้ำมาก ๆ จะทำให้การฝึกซ้อมไม่ได้เต็มที่ วิธีการป้องกันการเสียน้ำ ก็คือ การได้รับน้ำก่อนการฝึกซ้อม ขณะฝึกซ้อมและหลังการฝึกซ้อมเป็นระยะ ๆ เราสังเกตการเสียน้ำได้จากน้ำหนักตัวที่ลดลงจากการออกกำลังกาย ถ้าน้ำหนักลดครึ่งกิโลกรัม ควรทดแทนด้วยการดื่มน้ำ 2 แก้วการให้น้ำทดแทนสำหรับผู้ที่ออกกำลังกาย มีแนวปฏิบัติดังนี้

  • ก่อนการออกกำลังกายประมาณ 15 – 30 นาที ควรดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอประมาณ 500 มิลลิลิตร
  • ในระหว่างการออกกำลังกาย ดื่มน้ำทุก 15 นาที ให้ดื่มน้ำเย็นครั้ง 1 ถ้วยเล็ก (180 – 240 มิลลิลิตร) ระวังอย่าให้มีน้ำแข็งลอย อาจทำให้สำลักได้
  • หลังจากการออกกำลังกาย ควรชั่งน้ำหนักตัวด้วยทุกครั้ง น้ำหนักที่หายไปจะเกิดจากน้ำหนักของน้ำที่สูญเสียไปกับเหงื่อ ดังนั้นควรดื่มน้ำทดแทนให้น้ำหนักตัวขึ้นมาเป็นปกติเท่ากับก่อนออกกำลังกาย

13. ก่อนการแข่งขันควรดื่มกลูโคส

เพราะมีความเชื่อว่า การดื่มกลูโคสจะทำให้มีพลังงานที่จะใช้ในการออกกำลังกายเพิ่มขึ้นสามารถออก กำลังกายได้นานกว่าผู้ที่ไม่ได้ดื่มกลูโคสความจริงการได้รับกลูโคสก่นการ แข่งขันหรือในขณะแข่งขันในขณะท้องว่างนั้นเป็นผลเสีย เนื่องจากทำให้มีการเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด กระตุ่นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนอินซูลิน ที่มีหน้าที่นำน้ำตาลในเลือดเข้าสู่เซลล์ร่างกายเป็นเหตุให้ประสิทธิภาพการ นำเอาไกลโคเจนจากกล้ามเนื้อและตับมาใช้เป็นแหล่งพลังงานน้อยลง นอกจากนี้ความเข้มข้นของน้ำตาลที่สูงอาจมีผลทำให้เกิดอาการอึดอัด และจุกเสียดได้

14. ควรลงโทษเด็กที่ทำผิดด้วยการให้ไปออกกำลังกาย

สมัยก่อนเชื่อว่าการลงโทษเด็กโดยให้ไปออกกำลัง เช่น วิ่งรอบสนาม วิดพื้น กระโดดตบ นอกจากจะเป็นการลงโทษแล้ว เด็กยังได้รับประโยชน์จากการออกกำลังกายนั้นด้วยความจริงการออกกำลังกายใน เด็กจะต้องทำแต่พอดี และไม่ควรใช้วิธีบังคับหรือขืนใจให้ทำ เพราะการบังคับนอกจากจะไม่ได้ผลหรือได้ผลเพียงระยะสั้นแล้ว ยังอาจทำให้เด็กเกลียดการออกกำลังกาย อาจทำให้ทรวดทรงผิดปกติไป และอาจทำให้การเจริญเติบโตหยุดชะงักการออกกำลังกายในเด็ก ควรทำในรูปของการเล่นที่ให้ความสนุกสนานเพลิดเพลินอาจมีการแข่งขันบ้าง แต่ไม่ควรจริงจังมากเกินไป

15. ขณะออกกำลังกายไม่ควรหายใจทางปาก

เพราะมีความเชื่อว่าการหายใจทางจมูกถูกหลักสรีรวิทยามากกว่าการหายใจทางปาก ในขณะที่ออกกำลังกายที่ไม่หนักมากและไม่จำเป็นต้องสูดอากาศหายใจทีละมาก ๆการหายใจทางจมูกถูกสุขลักษณะดีกว่า เพราะภายในรูจมูกจะมีขนและเยื่อเมือกสำหรับดักดูดฝุ่นละออง แต่ในการออกกำลังกายหนักที่ต้องการอากาศถ่ายเทคราวละมาก ๆการหายใจทางจมูกจึงไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องหายใจทางปากด้วย ในขั้นแรกอาจใช้ปากช่วยในการหายใจออก แต่พอถึงขั้นฝึกที่หนักอาจต้องหายใจเข้าทางปากและจมูกพร้อมกัน

16. การลดน้ำหนักที่ง่ายที่สุดคือการลดปริมาณน้ำในร่างกาย

จะพบเห็นอยู่เสมอที่นักกีฬาที่กำหนดรุ่นโดยน้ำหนัก เช่น นักมวย ยูโด มักจะต้องลดน้ำหนักตัวเพื่อทำพิกัดอยู่เสมอคราวละ 2 – 3 กิโลกรัม ก่อนการแข่งขันแทบทุกครั้งโดยการใช้ การวิ่งในชุดวอมส์บ้าง อบซาวนา อดน้ำ อดอาหาร ใช้ยาถ่ายหรือขับปัสสาวะ ซึ่งเป็นผลให้ร่างกายขาดน้ำอย่างมาก จึงหมดแรงง่ายในระหว่างแข่งขันการลดน้ำหนักที่ถูกต้องจะต้องเป็นการลดสัด ส่วนของไขมันในร่างกายลง ไม่ใช่ลดปริมาณน้ำ ดังนั้นการลดน้ำหนักต้องมีการเตรียมตัวก่อนเนิ่น ๆ ลดช้า ๆ อย่างมีหลักการไม่ควรเกิน 0.5 – 1 กิโลกรัม ต่อ 1 สัปดาห์ ส่วนการอดอาหารเป็นเวลา 1 สัปดาห์ จะลดน้ำหนักได้ 2 กิโลกรัม แต่จะมีผลทำให้กล้ามเนื้อฝ่อลีบ ร่างกายขาดสารอาหารประสิทธิภาพในการออกกำลังกายลดลงด้วยการลดไขมัน 1 กิโลกรัม ร่างกายจะต้องดึงพลังงานส่วนเกินออกมาใช้ถึง 7,000 กิโลแคลอรี่ ดังนั้นการลดน้ำหนักที่ดี จะต้องเลือกวิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการควบคุมอาหารอีกด้วย

17. เมื่อออกกลังกายเหนื่อยมากแล้วให้หยุดพักทันที

การหยุดทันทีภายหลังการออกกำลังกายลดน้ำหนักอย่างหนักจะเกิดอันตรายไม่ใช่เฉพาะผู้ที่ หยุดแล้วยืนเท่านั้น แม้แต่การหยุดแล้วลงนั่งทันทีก็มีผลเช่นกัน เพราะในขณะที่ออกกำลังกายหนัก ๆหัวใจก็ทำงานเพิ่มขึ้นเพื่อส่งเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อที่ทำงาน ในขณะเดียวกันกล้ามเนื้อที่ได้รับเลือดมามากก็จะหดตัว บีบเอาเลือดที่ใช้แล้วกลับไปยังหัวใจมากขึ้นด้วย เป็นการรักษาวงจรของการไหลเวียนของเลือดที่ร่างกายให้เป็นปกติ แต่ถ้าเราหยุดออกกำลังกายโดยทันที ก็จะทำให้กล้ามเนื้อที่ทำงาน ไม่สามารถหดตัวบีบเลือดกลับสู่หัวใจได้ ผลคือ จะมีเลือดคั่งอยู่ที่กล้ามเนื้อเป็นจำนวนมากหัวใจที่ยังเต้นเร็วและแรงอยู่ นั้นจึงได้รับเลือดไม่พอนายแพทย์เคนเน็ธ คูเปอร์ ได้ทำการวิเคราะห์การตายในขณะวิ่งของ เจมส์ ฟิกซ์ อายุ 52 ปี ซึ่งเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงในเรื่องของการวิ่งเป็นอย่างมาก จากการตรวจสภาพของศพที่คุกเข่าพิงเนินดินข้างทาง คูเปอร์เชื่อว่า เจมส์ ฟิกซ์วิ่งมาแล้วเกิดมาหยุด ลงโดยทันที เขาเชื่อว่า ฟิกซ์หัวใจวายในขณะยืน เพราะถ้าเกิดในจณะที่วิ่งแล้วศพของเขาคงนอนราบอยู่กับพื้นวิธีที่ถูกต้องภาย หลังการออกกำลังกายอย่างหนักก็คือ ให้เคลื่อนไหวต่อไปอีกระยะหนึ่ง จนอัตราการเต้นของหัวใจลดลง ถ้าเป็นคนหนุ่มสาวอัตราชีพจรเต้นช้าลงมาถึงประมาณ 120 ครั้งต่อนาทีจึงจะหยุดนิ่งได้ สำหรับผู้ที่มีอายุเกิน 50 ปี ชีพจรควรเต้นช้าลงมาถึง 100 ครั้งต่อนาที แต่ถ้าเกิดมีอาการหน้ามืดคล้ายจะเป็นลมในช่วงเสร็จจากการออกกำลังกายไม่ควร นั่งหรือหิ้วปีกพยุงกันไป แต่ให้นอนราบลงกับพื้นยกปลายเท้าให้สูงขึ้นเล็กน้อย เพื่อให้เลือดกลับสู่หัวใจและสมองได้ดี นอกจากนั้นยังมีผลทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตนำเอาของเสียหรือกรดแลกติกให้ออกไป จากกล้ามเนื้อได้เร็วขึ้น ช่วยลดอาการปวดเมื่อยได้เป็นอย่างดี

เยอะหน่อยนะครับ สำหรับข้อมูลนี้ แต่ถ้าทำให้คุณเข้าใจเรื่องนี้ถูกต้องการออกกำลังกายลดน้ำหนักของคุณจะยิ่งได้ผลลัพท์ที่ดีมากขึ้น

Related Post

รีวิวบทความนี้
    คะแนนรวม

    บทความนี้มีประโยชน์หรือไม่ โปรดให้คะแนน (ที่รูปดาวข้างล่างนี้)

    User Rating: 0 (0 Votes)