By - - ปิดความเห็น บน การเจาะถุงน้ำคร่ำและประโยชน์ของการเจาะถุงน้ำคร่ำ

การเจาะถุงน้ำคร่ำและประโยชน์ของการเจาะถุงน้ำคร่ำ

การเจาะถุงน้ำคร่ำ (Amniocentesis)

การเจาะถุงน้ำคร่ำ หมายถึงการใช้เข็มเจาะดูดเอาน้ำคร่ำออกมาจากถุงน้ำคร่ำ ทำได้ 3 ทางด้วยกัน

  1. เจาะผ่านหน้าท้อง เป็นทางที่นิยมปฏิบัติกัน มักจะทำในช่วงระยะเวลาสัปดาห์ที่ 15–17 ของการตั้งครรภ์ ซึ่งระยะนี้จะมีน้ำคร่ำประมาณ 200 มล. เพียงพอที่จะเจาะมาตรวจได้ 20-30 มล. ตำแหน่งที่เจาะคือบริเวณหัวหน่าวจะปลอดภัยที่สุด แต่ถ้าจำเป็นต้องเจาะในระยะครรภ์แก่ ควรเจาะบริเวณที่คลำ small parts ของทารกได้เพื่อหลีกเลี่ยงการทำอันตรายแก่รกและตัวทารกเอง
  2. เจาะผ่านปากมดลูก ในเวลาที่เริ่มเจ็บท้องคลอดเพื่อใช้เครื่องมือ amnioscope ส่องดูการเปลี่ยนแปลงของน้ำคร่ำในรายที่มีความโน้มเอียงว่าจะมีอันตรายแก่ทารกในครรภ์ที่เกินกำหนดมานาน หรือเพื่อเร่งการคลอดในรายที่ถุงน้ำคร่ำไม่แตกเองและการคลอดดำเนินไปอย่างเชื่องช้า
  3. เจาะผ่าทางคัลดีซัค (cul-de-sac) ซึ่งอยู่ทางด้านบนสุดระหว่างคอมดลูกกับผนังหลังของช่องคลอดในบางรายที่จำเป็น

ประโยชน์ของการเจาะถุงน้ำคร่ำ

การวิเคราะห์น้ำคร่ำจะกระทำเพื่อช่วยในการวินิจฉัยและประเมินภาวะต่อไปนี้

  1. ความรุนแรงของ Rh-isoimmunization และเพื่อดู fetal lung maturity จะทำในระยะท้ายไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์
  2. ตรวจความผิดปกติของ Neural tube defect และ chromosomal abnormalities จะทำในไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์
  3. โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม จะทำในระยะไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์

สำหรับคณะผู้ศึกษาเกี่ยวกับกลุ่มอาการดาวน์ในประเทศไทยได้เสนอข้อบ่งชี้การเจาะถุงน้ำคร่ำเพื่อศึกษา chromosome ไว้ดังนี้

  1. มารดาที่อายุ 38 ปีหรือมากกว่า
  2. เคยมีลูกที่มีโครโมโซมผิดปกติ หรือมีความผิดปกติในหลายๆ อวัยวะ
  3. มีประวัติกลุ่มอาการดาวน์ หรือความผิดปกติของโครโมโซมในครอบครัว
  4. พ่อหรือแม่มีประวัติเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม
  5. ผู้ที่เป็นโรค X-linked disorders

การตรวจวิเคราะห์น้ำคร่ำ

แพทย์จะทำการซักประวัติ ถ้าในรายที่แพทย์คิดว่ามีอาการผิดปกติของตัวลำไส้ใหญ่ หรือยังบอกไม่ได้ชัดเจน แพทย์อาจจะมีการเจาะเลือด หรือแนะนำให้มีการตรวจเพิ่มเติมพิเศษ เช่น การสวนแป้ง การใช้กล้องส่องทางทวาร ซึ่งสามารถตรวจได้ทั้งหมด หลังจากที่ทราบว่าเกิดจากสาเหตุของอะไร อาจจะมีความจำเป็นที่จะต้องตรวจเพิ่มเติม เช่น ตรวจการทำงานของตัวลำไส้ใหญ่ เพื่อดูการทำงานของตัวลำไส้ใหญ่ จริงๆการรักษาเรายังต้องเน้นในการปฏิบัติตนของตัวคนไข้ที่จะต้องช่วยกับแพทย์ในรายที่ไม่พบสาเหตุที่ชัดเจน

  1. การตรวจเซลล์ในน้ำคร่ำ โดยเอาเซลล์ในน้ำคร่ำไปเพาะเลี้ยงก่อนหรือไม่ก็ได้ แล้วนำมาตรวจหาความผิดปกติของโครโมโซม การดูเพศทารกในครรภ์ การทำการตรวจวิเคราะห์ทางชีวเคมี หรือทำการตรวจวิเคราะห์ดีเอ็นเอ
  2. การตรวจหาสารอัลฟา-1-ฟีโตโปรตีน ถือเป็นการตรวจหา neural tube defects ได้แก่ทารกในครรภ์ที่ไม่มีกะโหลกศีรษะ cerebral cortex และ cerebellum (anencephaly) ทารกที่มีร่องของกระดูกสันหลัง ทำให้เยื่อหุ้มสมองออกมาอยู่ข้างนอก หรือมีไขสันหลังออกมาอยู่นอก ในภาวะดังกล่าวจะมีปริมาณของ AFP ในน้ำคร่ำสูงขึ้น  AFP มีแหล่งกำเนิดจากตับของทารก และถุงไข่แดงของทารก
  3. การตรวจ Erythroblastosis fetalis (hemolytic disease of the newborn) เพื่อดูว่ามีปัญหาเลือดลูกกับแม่หรือไม่ ในรายที่เลือดลูกเป็น Rh positive และเลือดแม่เป็น Rh negative แอนติเจนในเม็ดเลือดแดงลูกซึ่งเป็น Rh positive จะไปกระตุ้นให้แม่สร้างแอนติบอดีขึ้น (อาจจะเป็น anti-D, other Rh antibodies และ anti-kell) แอนติบอดีจากแม่จะผ่านรกเข้าไปในระบบไหลเวียนของลูกได้ เกิดมีปฏิกิริยาระหว่างเม็ดเลือดแดงของลูกมากมาย ปริมาณสารบิลิรูบินในน้ำคร่ำจึงสูงขึ้นมากเป็นภาวะที่เป็นอันตราย ถ้าทำการถ่ายเลือดในโพรงมดลูกไม่ทัน อาจทำให้ลูกตายก่อนคลอดได้ การตรวจหาปริมาณสารบิลิรูบินทำได้โดยทำ scanning spectrophotometer ที่ 450 นาโนเมตร
  4. การตรวจหา pulmonary surfactant activity เพื่อดูความเจริญเต็มที่ของปอด ในรายที่ภาวะครรภ์เสี่ยงสูง เช่น กรณีของ Rh incompatibility, เบาหวาน, pre-eclampsia, premature rupture of amniotic membrane และ premature labour เป็นต้น สมควรที่จะทำให้การตั้งครรภ์สิ้นสุดลงโดยรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องพิจารณาดูว่าทารกในครรภ์เติบโตเพียงพอหรือยังที่จะมีชีวิตรอดเมื่อถูกทำให้ต้องคลอดก่อนกำหนด เช่น ถ้าปอดยังไม่เจริญพอ ทารกที่คลอดออกมาก็จะมีกลุ่มอาการของการหายใจลำบากจนถึงกับเสียชีวิตได้Pulmonary surfactantเป็นสารที่เซลล์ถุงลม type II สังเคราะห์ขึ้น เป็นสารผสมเชิงซ้อนของไขมัน โปรตีน และมีคาร์โบฮัยเดรตอยู่ด้วยเล็กน้อย ฟอสโฟไลปิดเป็นส่วนประกอบที่มีมากที่สุด ซึ่งมีอยู่ 80-90% โดยน้ำหนัก และ 70-80% ของ phospholipid คือ phosphatidylcholine (lecithin) ซึ่งจับอยู่กับ fatty acid (palmitoic acid) เป็น dipalmitoyl-phosphatidylcholine (DPPC)  นอกจาก lecithin แล้วก็ยังมีสารฟอสโฟไลปิดอื่นๆ อีกคือ phosphatidylglycerol (PG), phosphatidylethanolamine, phosphatidylserine, phos-phatidylinositol ส่วนสารไขมันชนิดอื่นๆ ได้แก่ sphingomyelin, cholesterol และ neutral lipids
    หน้าที่สำคัญของ lung surfactant ก็คือลดความตึงผิวเมื่อปริมาตรปอดลดน้อยลง จึงป้องกันไม่ให้ถุงลมยุบตัวเมื่อถึงจังหวะสุดท้ายของการหายใจออก ดังนั้นถ้าขาด surfactant การหายใจเข้าแต่ละครั้งต้องใช้แรงมหาศาลเพื่อจะทำให้ถุงลมที่ยุบตัวแล้วเปิดออก ถ้าเปิดไม่ได้ก็มีการแลกเปลี่ยนก๊าซเกิดขึ้นไม่ได้ สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นปัญหาในทารกที่มีกลุ่มอาการหายใจลำบากการตรวจ pulmonary surfactant activity สามารถทดสอบได้หลายวิธี

    4.1  การตรวจหา lecithin/sphingomyelin (L/S) ratio ในน้ำคร่ำ กรณีปอดเจริญเต็มที่แล้ว จะมีค่า L/S ratio มากกว่า 2 ส่วนกรณีที่ยังไม่เจริญเต็มที่ จะมี L/S ratio น้อยกว่า 1.5 (L/S ratio = 1 เมื่ออายุครรภ์ได้ 32 สัปดาห์  เมื่อถึง 35 สัปดาห์ ratio จะเท่ากับ 2)

    4.2 การตรวจหา phosphatidylglycerol (PG) ถ้าตรวจพบ PG แสดงว่าอีก ราว 2-6 สัปดาห์ก็จะครบกำหนดคลอด  พบว่าอุบัติการณ์ของกลุ่มอาการหายใจลำบากจะต่ำมากถ้าตรวจน้ำคร่ำพบ PG และ L/S ratio มากกว่า 2  ด้วยวิธี immunological agglutination test สามารถ identify PG ได้ภายใน 15 นาที

    4.3 การตรวจ pulmonary surfactant shake test ( foam stability test)

    4.4 การตรวจ Lumadex-FSI test เป็น commercial kit ใช้หลักการเดียวกับ foam stability test

    4.5 การตรวจ Fluorescent polarization assay (TDx analyzer, Abbott Laboratories)

    4.6 การตรวจ Amniotic fluid absorbance at 650 nm

  5. ข้อบ่งชี้ในการตรวจ fetal maturity
    5.1 การตรวจสารบิลิรูบินในน้ำคร่ำ ตามปกติ ความเข้มข้นของบิลิรูบินจะลดลงเรื่อยๆ ในระยะท้ายของการตั้งครรภ์จนตรวจไม่พบเลยเมื่อถึงระยะคลอด
    5.2 การตรวจหาสารครีอะตีนีน ถ้าพบความเข้มข้นของครีอะตีนีนสูงถึง 2 mg/dl แสดงว่ามี fetal maturity
    5.3 การตรวจ osmolality พบว่าครรภ์แก่ขึ้น osmolality ลดลง
    5.4 การย้อมไขมัน Lipid staining ของเซลล์ในน้ำคร่ำ ย้อมเซลล์ด้วย Nile blue sulfate
  6. การตรวจทางชีวเคมีสำหรับโรคพันธุกรรมบางชนิด
    6.1 ตรวจ amniotic fluid activity ของ intestinal microvillar enzyme เช่น phenylalanine-inhibitable alkaline phosphatase ในโรค cystic fibrosis มี activity ของ enzyme ดังกล่าวลดลง
    5.2 ตรวจพบ glutamyl transferase activity ลดลงใน Down syndrome

 

Related Post

รีวิวบทความนี้
    คะแนนรวม

    บทความนี้มีประโยชน์หรือไม่ โปรดให้คะแนน (ที่รูปดาวข้างล่างนี้)

    User Rating: 0 (0 Votes)